ประโยชน์ของวิตามิน ชนิดต่างๆ

ประโยชน์ของวิตามิน ชนิดต่างๆ

ขอบคุณรูปภาพจาก  www.welpano.com

วิตามินคืออะไร

คำว่า “วิตามิน” หรือ “ไวตามิน” คือ สารอินทรีย์ที่มีความจำเป็นต่อร่างกายของเราทุกคน โดยเป็นตัวช่วยในการทำให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายเกิดความสมดุลขึ้น ตลอดจนเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย และเสริมสร้างสุขภาพที่ดีภายในร่างกายขึ้น ที่สำคัญคือร่างกายของเราไม่สามารถผลิตหรือสังเคราะห์วิตามินขึ้นได้เองในร่างกาย จำเป็นต้องได้รับสารอาหารจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละมื้อ หรือการได้รับผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเข้าไปเพื่อทดแทนวิตามินที่ร่างกายเราขาดไป

วิตามินมีต่างๆ มากมายหลากหลายประเภท แต่โดยหลักๆแล้ววิตามินจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ วิตามินที่ละลายในน้ำ อย่างพวกวิตามินซี และวิตามินบีทุกชนิด และวิตามินที่ไม่ละลายในน้ำ แต่ละลายในน้ำมัน อย่างพวกวิตามินเอ, วิตามินอี, วิตามินดี, วิตามินเค เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีวิตามินอีกมากมาที่จำเป็นต่อระบบการทำงานของร่างกายเรา ลองมาดูประโยชน์ของวิตามินหลักๆ ที่สำคัญต่อร่างกายว่ามีอะไรบ้าง

ขอบคุณรูปภาพจาก www.muscle.in.th

วิตามินเอ 

Vitamin A

 

วิตามินเอ หรือ เรตินอล จัดเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันหรือน้ำมัน ซึ่งภายในร่างกายของเราสามารถเก็บวิตามินเอได้ ทำให้ไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารที่มีวิตามินเอทุกวัน โดยแหล่งอาหารที่มีวิตามินเอ ได้แก่ อาหารจำพวกตับ, บร็อกโคลี, ผักโขม, ฟักทอง, น้ำมันตับปลา, แครอท, ไข่, นม, มะละกอ, มะม่วง, ถั่วลันเตา เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินเอ

– ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันภาวะตาแห้ง หรือตาบอด

– ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ

– ช่วยแก้ปัญหาเรื่องผิวพรรณ ลดจุดด่างดำ ทำให้ผิวแข็งแรง

– ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก ฟัน และเหงือก

– ช่วยบำรุงให้ผมมีสุขภาพดี

– ช่วยรักษาสิว ริ้วรอยต่างๆ

– ช่วยรักษาโรคไทรอยด์เป็นพิษ และโรคถุงลมโป่งพองได้

ขอบคุณรูปภาพจาก the911waterdamage.com

วิตามินบี

Vitamin B

วิตามินบี หรือ วิตามินรวม เรียกว่ามีอยู่ด้วยกันหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น วิตามินบี 1, วิตามินบี 2, วิตามินบี 3, วิตามินบี 5, วิตามินบี 6, วิตามินบี 7, วิตามินบี 9, วิตามินบี 12, วิตามินบี 15 หรือวิตามินบี 17 เป็นต้น โดยวิตามินบีต่างๆ เหล่านี้จะให้ประโยชน์และผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน

ขอบคุณรูปภาพจาก www.pingfai.com

วิตามินบี 1

วิตามินบี 1 หรือ ไทอามีน จัดเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ร่างกายไม่สามารถเก็บสะสมไว้ในร่างกายได้ โดยวิตามินจะถูกขับออกทางปัสสาวะ ร่างกายจึงจำเป็นต้องได้รับการชดเชยใหม่ทุกวัน เป็นวิตามินที่สังเคราะห์มาจากเชื้อแบคทีเรีย, รา และพืช ซึ่งแหล่งอาหารที่มีวิตามินบี 1 อยู่ ได้แก่ ส้ม, หน่อไม้ฝรั่ง, เนื้อสัตว์, ตับ, ข้าวกล้อง, เมล็ดทานตะวัน, ถั่วต่างๆ, มันเทศ, ข้าวโอ๊ต, ขนมปัง, ยีสต์, ธัญพืชต่างๆ, ปลา, รำจมูกข้าว, ข้าวกล้อง เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินบี 1

– ช่วยบำรุงสมองและระบบประสาท

– ช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ หรือภาวะสมองเสื่อม

– ช่วยให้เจริญอาหาร

– ช่วยในเรื่องระบบย่อยอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทแป้ง

– ช่วยสร้างเสริมการเจริญเติบโตของร่างกาย

– ช่วยรักษาโรคงูสวัด

– ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดจากการผ่าตัดทำฟัน

– ช่วยให้ระบบการทำงานของกล้ามเนื้อและหัวใจดีขึ้น

– ช่วยแก้อาการเมารถ เมาเรือ หรือเมาเครื่องบินได้

ขอบคุณรูปภาพจาก amprohealth.com

วิตามินบี 2

Vitamin B2

วิตามินบี 2 หรือ ไรโบฟลาวิน หรือที่คนสมัยก่อนอาจรู้จักกันในชื่อวิตามินจี จัดเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ดูดซึมง่าย เช่นเดียวกันกับวิตามินบี 1 ร่างกายไม่เก็บสะสมวิตามินบี 2 ไว้ เราจึงจำเป็นต้องได้รับวิตามินบี 2 เป็นประจำ ซึ่งแหล่งอาหารที่มีวิตามินบี 2 อยู่ ได้แก่ โยเกิร์ต, มะเขือเทศ, เนื้อ, พืชผักใบเขียวต่างๆ, ถั่วต่างๆ, เมล็ดอัลมอนด์, ไข่, เนื้อปลา, ตับ หรือเมล็ดธัญพืชต่างๆ เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินบี 2 

– ช่วยสร้างเสริมการเจริญเติบโตให้แก่ร่างกาย

– ช่วยให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี

– ช่วยให้สุขภาพเล็บและผมแข็งแรง

– ช่วยให้อวัยวะระบบสืบพันธุ์แข็งแรง

– ช่วยป้องกันอาการเจ็บหรือแสบที่เกิดภายในช่องปาก หรือโรคนกกระจอกเทศ

– ช่วยบำรุงสายตาในการมองเห็น และอาการอ่อนล้าของสายตา

– ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะจากโรคไมเกรน

– ช่วยในการเผาผลาญแป้ง, ไขมัน และโปรตีน

ขอบคุณรูปภาพจาก www.pikool.com

วิตามินบี 3

Vitamin B3

วิตามินบี 3 หรือ ไนอะซิน หรือ วิตามินพีพี จัดเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำเช่นเดียวกับวิตามินบีอื่นๆ โดยร่างกายของเรานั้นจะสามารถสร้างไนอะซินขึ้นได้เองโดยใช้กรดแอมิโนทริปโตแฟน แต่หากร่างกายกำลังขาดสารอาหารอย่างวิตามินบี 1, บี 2 และบี 6 ร่างกายจะไม่สามารถสร้างไนอะซินจากทริปโตแฟนขึ้นได้ ซึ่งในอาหารที่กรดอะมิโนทริปโตแฟน ได้แก่ เห็ด, อะโวคาโด, ยีสต์, มะเขือเทศ, แครอท, บร็อกโคลี, มันฝรั่ง เป็นต้น ส่วนแหล่งของวิตามินบี 3 จะอยู่ในอาหารจำพวกเนื้อ, นม, ไข่, ถั่วต่างๆ, เมล็ดธัญพืชต่างๆ, ตับ เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินบี 3 

– ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

– ช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกรีเซอไรด์

– ช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดในร่างกายดีขึ้น

– ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยสดใสเปล่งปลั่ง

– ช่วยบำรุงระบบประสาท

– ช่วยลดภาวะอาการซึมเศร้า

– ช่วยบรรเทาอาการข้ออักเสบ

– ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

– ช่วยแก้อาการร้อนใน

– ช่วยลดกลิ่นปาก

– ช่วยป้องกันอาการปวดศีรษะจากโรคไมเกรน

– ช่วยลดความดันโลหิต

ขอบคุณรูปภาพจาก www.pingfai.com

วิตามินบี 6

Vitamin B6

วิตามินบี 6 หรือ ไพริด็อกซิน จัดเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำอีกชนิดหนึ่ง โดยจะถูกขับออกจากร่างกายได้ในเวลา 8 ชั่วโมง หลังจากรับประทานอาหารเข้าไป โดยแหล่งอาหารที่มีวิตามินบี 6 อยู่ ได้แก่ เมล็ดธัญพืชต่างๆ, ถั่วต่างๆ, เนื้อสัตว์, ข้าวซ้อมมือ, กล้วย, ขนมปัง, นม, พืชผักต่างๆ เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินบี 6

– ช่วยป้องกันการเกิดนิ่วในไต

– ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ

– ช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ

– ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมโปรตีนและไขมันได้ดีขึ้น

– ช่วยบำรุงผิวพรรณ

– ช่วยให้ระบบย่อยในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น

– ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง

– ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้วิงเวียนศีรษะ

– ช่วยบรรเทาอาการเจ็บหน้าอก

– ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องช่วงก่อนมีรอบเดือนของผู้หญิง

– ช่วยบรรเทาอาการอาเจียนในสตรีมีครรภ์

– ช่วยลดอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้

ขอบคุณรูปภาพจาก piramida-samara.ru

วิตามินบี 7 

Vitamin B7

วิตามินบี 7 หรือ ไบโอติน หรือ วิตามินบีดับเบิลยู จัดเป็นอีกหนึ่งวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ โดยแหล่งอาหารที่สำคัญของวิตามินบี 7 อยู่ ได้แก่ ตับ, เครื่องในสัตว์, สัตว์ปีก, เมล็ดธัญพืชต่างๆ ที่ไม่ขัดสี, ถั่วเหลือง, ไข่แดง, กะหล่ำดอก เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินบี 7

– ช่วยบำรุงสุขภาพผิวและเส้นผมให้แข็งแรง

– ช่วยป้องกันภาวะผมหงอกก่อนวัย

– ช่วยป้องกันอาการผมร่วง

– ช่วยบำรุงระบบประสาท

– ช่วยบำรุงไขกระดูกให้แข็งแรง

– ช่วยให้ร่างกายสามารถผลิตกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย

– ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

– ช่วยผลิตฮอร์โมนเพศในช่วงวัยรุ่น

– ช่วยบำรุงเล็บไม่ให้เปราะหรือแตกหักง่าย

ขอบคุณรูปภาพจาก goodbraingoodlife.blogspot.com

วิตามินบี 9

Vitamin B9

วิตามินบี 9 หรือ โฟเลต หรือ วิตามินเอ็มโฟเลต จัดเป็นวิตามินในกลุ่มวิตามินที่ละลายน้ำ เป็นวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกายชนิดหนึ่ง โดยแห่งอาหารสำคัญที่มีวิตามินบี 9 อยู่ ได้แก่ ไข่แดง, ตับ, เมล็ดธัญพืชต่างๆ, ถั่วต่างๆ, ข้าวซ้อมมือ, ยีสต์, อะโวคาโด, ฟักทอง, พืชผักใบเขียว, แคนตาลูป, ผลไม้รสเปรี้ยว, ส้ม, กล้วย เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินบี 9

– ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ

– ช่วยพัฒนาระบบสมองและประสาท

– ช่วยสร้างเสริมเซลล์เม็ดเลือดแดง

– ช่วยในการเผาผลาญโปรตีน

– ช่วยเสริมสร้างกรดนิวคลีอิก

– ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเด็ก

– ช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ

– ช่วยป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก, มะเร็งกระเพาะ และมะเร็งลำไส้

– ช่วยป้องกันภาวะแท้งหรือพิการในเด็กทารกของหญิงตั้งครรภ์

– ช่วยเสริมสร้างน้ำนมของหญิงหลังคลอด

– ช่วยบำรุงผิวพรรณ

– ช่วยป้องกันภาวะผมหงอกก่อนวัยอันควร

– ช่วยป้องกันอาการแพ้จากภาวะอาหารเป็นพิษ

– ช่วยป้องกันการเกิดพยาธิในลำไส้

ขอบคุณรูปภาพจาก  www.akerufeed.com

วิตามินบี 12

Vitamin B12

วิตามินบี 12 หรือไซยาโนโคบาลามิน หรือวิตามินแดง เป็นวิตามินที่ละลายน้ำ ซึ่งจัดเป็นสารอาหารที่พบได้ในเนื้อสัตว์เท่านั้น ไม่มีอยู่ในพืชผักต่างๆ โดยแห่งอาหารสำคัญที่มีวิตามินบี 12 อยู่ ได้แก่ หอยนางรม, หอยแครง, เครื่องในสัตว์, ตับ, เนื้อปลา, ไข่, นม, ชีส เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินบี 12

– ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง

– ช่วยลดอัตราความเสี่ยงต่อภาวะโรคหัวใจ

– ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง

– ช่วยแก้อาการซึมเศร้า

– ช่วยสร้างเสริมโปรตีน

– ช่วยป้องกันภาวะโลหิตจาง

– ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย

– ช่วยให้เด็กเจริญอาหาร

– ช่วยสร้างเสริมสมาธิ ความจำ และการทรงตัว

– ช่วยป้องกันโรคมะเร็งจากการสูบบุหรี่

– ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

ขอบคุณรูปภาพจาก www.petchracha.com

วิตามินซี

Vitamin C

วิตามินซี หรือ กรดแอสคอร์บิก จัดเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ และจะสลายตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อถูกแสง หรือความร้อน ซึ่งวิตามินซีจัดเป็นวิตามินที่สำคัญต่อร่างกายอย่างยิ่งเพราะเรียกได้ว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงมากๆ โดยในสัตว์ส่วนใหญ่นั้นจะสามารถสังเคราะห์วิตามินซีขึ้นได้เอง แต่ในมนุษย์ หนูตะเภา และลิง จำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีเข้าไป โดยแหล่งอาหารที่มีวิตามินซีอยู่ ได้แก่ ผลไม้รสเปรี้ยวทั้งหลาย, มะเขือเทศ, ส้ม, มันฝรั่ง, ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ทั้งหลาย, แคนตาลูป, พริกไทย, ดอกกะหล่ำ เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินซี

– ช่วยเสริมสร้างเส้นใยคอลลาเจนให้แก่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย

– ช่วยป้องกันโรคหวัด

– ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

– ช่วยให้ผิวพรรณดี สดใส เปล่งปลั่ง

– ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งต่างๆ

– ช่วยลดความดันโลหิต

– ช่วยป้องกันอาการเลือดออกตามไรฟัน

– ช่วยเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็กภายในร่างกาย

– ช่วยรักษาแผลสด หรือแผลจากไฟไหม้ได้

– ช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้น

– ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

– ช่วยยาที่ใช้สำหรับการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

– ช่วยต้านทานอนุมูลอิสระได้ดีมาก

– ช่วยป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อจากแบคทีเรียและไวรัสหลายชนิด

– ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอภายในร่างกาย

– ช่วยสร้างเม็ดเลือดขาว

– ช่วยต้านทานอาการภูมิแพ้

– ช่วยป้องกันการเกิดโรคเกาต์

– ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง

ขอบคุณรูปภาพจาก www.pingfai.com

วิตามินดี

Vitamin D

วิตามินดี หรือ แคลซิเฟอรอล หรือ วิตามินแดด จัดเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำมัน โดยร่างกายของเราจะได้รับวิตามินชนิดนี้จากการได้รับแสงแดด หรืออาหารที่รับประทานเข้าไป โดยแหล่งอาหารที่มีวิตามินดีอยู่ ได้แก่ นม, เนย, ปลา, เมล็ดธัญพืชต่างๆ, ไข่แดง, ตับ เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินดี

– ช่วยในเรื่องการดูดซึมของวิตามินเอ

– ช่วยเสริมสร้างฟอสฟอรัสและแคลเซียม ที่เป็นส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน

– ช่วยแก้ภาวะเยื่อบุตาอักเสบ

– ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้

– ช่วยแก้โรคหวัดได้หากรับประทานร่วมกับวิตามินเอและซี

– ช่วยป้องกันภาวะการเกิดโรคกระดูกพรุน

อันตรายจากการได้รับวิตามินดีมากเกินขนาด

การรับประทานวิตามินดีมากเกินขนาดอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายขึ้นได้ โดยมีอาการต่างๆ เช่น คันตามบริเวณผิวหนัง, มีอาการท้องร่วง, เจ็บบริเวณดวงตา, กลั้นปัสสาวะไม่อยู่, อาเจียน หรือมีหินปูนแคลเซียมสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด ปอด กระเพาะอาหาร หรือตับ และไตได้

ขอบคุณรูปภาพจาก spiceee.net

วิตามินอี

Vitamin E

วิตามินอี หรือ ไทโคฟีรอล หรือ ไทโคไทรอีนอล จัดเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำมันหรือไขมัน เมื่อรับประทานเข้าไปจะถูกเก็บสะสมตามเนื้อเยื่อไขมัน, เลือด, ต่อมหมวกไต, ต่อมใต้สมอง, หัวใจ, มดลูก และกล้ามเนื้ออัณฑะ โดยแหล่งอาหารสำคัญที่มีวิตามินอีอยู่ ได้แก่ อะโวคาโด, พืชผักใบเขียว, เมล็ดธัญพืชต่างๆ, เนื้อสัตว์, ข้าวโพด, ไข่แดง เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินอี

– ช่วยคงความอ่อนเยาว์ให้แก่ใบหน้าและผิวพรรณ ดูอ่อนกว่าวัย

– ช่วยชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ

– ช่วยป้องกันและละลายลิ่มเลือดในร่างกาย

– ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ ได้หลากหลายชนิด

– ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้แก่ร่างกาย

– ช่วยให้ปอดแข็งแรง

– ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งบริเวณเต้านม

– ช่วยปกป้องร่างกาย ป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี

– ช่วยป้องกันการเกิดโรคต้อกระจกตา

– ช่วยให้ร่างกายสดชื่น ไม่อ่อนเพลีย

– ช่วยสมานแผลไหม้บริเวณผิวหนังให้หายได้เร็วขึ้น

– ช่วยป้องกันการเกิดแผลเป็นที่หนาและนูนขึ้น

– ช่วยบรรเทาอาการขาตึงหรือเกิดตะคริว

– ช่วยลดความเสี่ยงหรือความรุนแรงของโรคสมองเสื่อม หรือภาวะอัลไซเมอร์

– ช่วยลดอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

– ช่วยป้องกันภาวการณ์เกิดโรคอัมพาต หรืออัมพฤกษ์

– ช่วยลดความดันโลหิต

– ช่วยป้องกันภาวะการแท้ง

ขอบคุณรูปภาพจาก vitcare.wordpress.com

วิตามินเค

Vitamin K

วิตามินเค หรือ แอลฟาฟิลโลควิโนน จัดเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำมัน โดยวิตามินเคนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด คือ

วิตามินเค 1 ที่พบได้มากในพืชผักใบเขียว, กีวี และอะโวคาโด

วิตามินเค 2 เป็นประเภทที่สามารถสร้างขึ้นได้โดยแบคทีเรียกลุ่มโพรโบติกในลำไส้ใหญ่ของเรา และพบมากในอาหารประเภทเนื้อ, นม, ไข่, ถั่วหมักญี่ปุ่น

วิตามินเค 3 จัดเป็นวิตามินสังเคราะห์ อยู่ในรูปที่ละลายน้ำ เป็นวิตามินที่มีพิษ ซึ่งเป็นวิตามินที่ห้ามไม่ให้นำมาผลิตเป็นอาหารเสริม เพราะมีอันตรายและส่งผลให้เกิดอาการแพ้

ประโยชน์ของวิตามินเค

– ช่วยบรรเทาภาวะอาการรอบเดือนที่มามากผิดปกติ

– ช่วยป้องกันภาวะเลือดออกภายในร่างกาย หรือเลือดไหลไม่หยุด

– ช่วยให้กระดูกแข็งแรง ไม่เปราะบาง

– ช่วยในการสร้างลิ่มเลือดภายในร่างกาย

 

วิตามินเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับร่างกาย เพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์และลดอาการเจ็บป่วยจากโรคภัยต่างๆรวมถึงโรคขาดสารอาหารด้วย แต่ในขณะเดียวกันเราเองต้องได้รับวิตามินชนิดต่างๆในปริมาณที่ร่างกายต้องการด้วย ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป

ขอบคุณข้อมูลจาก..

www.xn--12cg1cxchd0a2gzc1c5d5a.net

www.honestdocs.com